top of page

พลิกโฉมการบริหารโรงพยาบาลด้วย AI จากการจัดการเตียง สู่นัดหมายที่แม่นยำ


เคยสงสัยไหมว่าทำไมบางโรงพยาบาลถึงมีผู้ป่วยล้นห้องฉุกเฉินในขณะที่เตียงผู้ป่วยในยังว่าง? หรือทำไมการนัดหมายแพทย์ถึงต้องรอนานนับชั่วโมงทั้งที่ถึงเวลาแล้ว? ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนทรัพยากรเสมอไป แต่เกิดจาก "การบริหารจัดการข้อมูล" (Data Management) ที่ไม่สัมพันธ์กัน

ในยุค Data-Driven Healthcare ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่ได้ทำหน้าที่แค่ช่วยหมอวินิจฉัยโรค แต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็น "ผู้จัดการมือหนึ่ง" ที่ช่วยบริหารหลังบ้าน ตั้งแต่การจัดตารางเตียง (Bed Management) ไปจนถึงการจัดสรรบุคลากร เพื่อให้โรงพยาบาลลื่นไหลที่สุด


1. AI กับการบริหารเตียง (Smart Bed Management): จบปัญหา "เตียงเต็มทิพย์"


การบริหารเตียงในโรงพยาบาลเปรียบเสมือนการเล่นเกม Tetris ที่มีความซับซ้อนสูง ปัญหาที่พบบ่อยคือ "คอขวด" ที่ผู้ป่วยรอย้ายออกจากห้องฉุกเฉิน (ER) ขึ้นตึกผู้ป่วยใน (Ward) ไม่ได้ เพราะพยาบาลไม่ทราบสถานะเตียงที่แท้จริงแบบ Real-time

AI เข้ามาช่วยอย่างไร?

  • Predictive Discharge (พยากรณ์การจำหน่ายผู้ป่วย): AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลทางคลินิกเพื่อทำนายว่า "ผู้ป่วยเตียงไหนน่าจะได้กลับบ้านในอีก 24 ชั่วโมงข้างหน้า" ล่วงหน้าก่อนที่หมอจะราวด์วอร์ด ทำให้ทีมบริหารเตียงเตรียมรับผู้ป่วยใหม่ได้ทันที

  • Real-time Visualization: เปลี่ยนกระดานไวท์บอร์ดหน้าวอร์ดเป็น Dashboard ดิจิทัล ที่แสดงสถานะเตียงทั้งโรงพยาบาล (ว่าง/จอง/กำลังทำความสะอาด) ทำให้ศูนย์บริหารเตียงเห็นภาพรวมและเกลี่ยผู้ป่วยไปยังตึกต่างๆ ได้อย่างสมดุล ลดเวลารอคอยในห้องฉุกเฉินลงได้อย่างมหาศาล


2. ระบบนัดหมายอัจฉริยะ (Intelligent Scheduling): ลดการรอคอย ลดการเบี้ยวนัด


"No-show" หรือการที่คนไข้ไม่มาตามนัด คือฝันร้ายของโรงพยาบาล เพราะหมายถึงเวลาของแพทย์ที่เสียไปเปล่าๆ และโอกาสของผู้ป่วยคนอื่นที่หลุดลอยไป

AI เข้ามาช่วยอย่างไร?

  • Predicting No-Shows: AI วิเคราะห์ประวัติคนไข้ (เช่น เคยเบี้ยวนัดไหม, บ้านไกลแค่ไหน, สภาพอากาศ) เพื่อคำนวณ "ความเสี่ยงที่จะไม่มา" หากพบว่ามีความเสี่ยงสูง ระบบอาจแจ้งเตือนเจ้าหน้าที่ให้โทรคอนเฟิร์มล่วงหน้าเป็นพิเศษ หรือจัดคิวแบบ Overbooking อย่างชาญฉลาดเพื่อชดเชย

  • Dynamic Slotting: แทนที่จะกำหนดเวลาตรวจคนละ 15 นาทีเท่ากันหมด AI สามารถวิเคราะห์ความซับซ้อนของเคสและประวัติแพทย์แต่ละท่าน เพื่อจัดสรรเวลาให้เหมาะสม (เช่น เคสใหม่ให้ 30 นาที เคสติดตามผลให้ 10 นาที) ทำให้ตารางตรวจตรงเวลามากขึ้น ลดความแออัดหน้าห้องตรวจ


3. การจัดสรรทรัพยากรและบุคลากร (Resource & Staffing Optimization)


โรงพยาบาลมักเผชิญภาวะ "งานล้นคน" ในบางช่วง และ "คนล้นงาน" ในบางเวลา การบริหารทรัพยากรแบบเดิมที่ใช้ตารางเวรตายตัวจึงไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป

AI เข้ามาช่วยอย่างไร?

  • Demand Forecasting: AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลังเพื่อพยากรณ์ปริมาณผู้ป่วยในอนาคต เช่น "อีก 2 สัปดาห์ไข้หวัดใหญ่จะระบาด จะมีผู้ป่วยเด็กเพิ่มขึ้น 30%" เพื่อให้โรงพยาบาลเตรียมสำรองยา สต็อกน้ำเกลือ หรือเพิ่มเวรพยาบาลล่วงหน้า

  • Equipment Tracking: การใช้เซนเซอร์ IoT ร่วมกับ AI ช่วยติดตามอุปกรณ์การแพทย์เคลื่อนที่ (เช่น เครื่องช่วยหายใจ, รถเข็น, เครื่องปั๊มหัวใจ) ว่าอยู่ที่ไหนและถูกใช้งานคุ้มค่าหรือไม่ ช่วยลดเวลาที่พยาบาลต้องวิ่งหาของ และวางแผนซ่อมบำรุงก่อนเครื่องจะเสีย (Predictive Maintenance)


บทสรุป: คืนเวลาให้บุคลากร เพื่อให้พวกเขาดูแลคนไข้


การนำ AI มาใช้ในการจัดการข้อมูลโรงพยาบาล ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อลดจำนวนคนทำงาน แต่มีเป้าหมายเพื่อ "ขจัดความไร้ประสิทธิภาพ" (Eliminate Inefficiency)

เมื่อ AI ช่วยจัดการเรื่องปวดหัวอย่างการหาเตียง การโทรตามคนไข้ หรือการจัดเวรพยาบาลได้แล้ว บุคลากรทางการแพทย์ก็จะได้ "เวลา" คืนมา... เวลาที่จะได้เงยหน้าจากจอคอมพิวเตอร์ เพื่อสบตา พูดคุย และดูแล "หัวใจ" ของผู้ป่วยได้อย่างเต็มที่ ซึ่งนั่นคือหน้าที่ที่ AI ไม่มีวันทำแทนได้

ความคิดเห็น


logo MHG white.png

ติดต่อสอบถาม Tel. 093-424-1559
Facebook : Med hub go
ID line @medhubgo
Email : medhubgo@gmail.com
633/1 ถ.สาธุประดิษฐ์ แขวงบางโพงพาง เขตยานนาวา  กรุงเทพมหานคร 10120

bottom of page