ผ่าวิกฤตนาทีชีวิต: บทบาทของแพทย์ในการรับมือภัยพิบัติ (Disaster Medicine)
- Decco develop
- 21 พ.ย. 2568
- ยาว 1 นาที

ในสถานการณ์ปกติ ห้องฉุกเฉิน (ER) คือสนามรบที่วุ่นวายอยู่แล้ว แต่เมื่อเกิด "ภัยพิบัติ" (Disaster) หรือ "อุบัติภัยหมู่" (Mass Casualty Incident - MCI) ไม่ว่าจะเป็นโรคระบาด แผ่นดินไหว หรืออุบัติเหตุขนาดใหญ่ สถานการณ์จะเปลี่ยนจาก "วุ่นวาย" เป็น "วิกฤต" ทันที
ในวินาทีที่ทรัพยากรมีจำกัดแต่ผู้บาดเจ็บมีมหาศาล บทบาทของแพทย์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การ "รักษา" แต่คือการ "บริหารจัดการชีวิต" บทความนี้จะพาไปสำรวจบทบาทของแพทย์ในเวชศาสตร์ภัยพิบัติ ที่ต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการดูแลรายบุคคล สู่การดูแลมวลชนเพื่อความอยู่รอด
1. The Paradigm Shift: เปลี่ยนวิธีคิด พลิกวิกฤต
ความท้าทายแรกและยากที่สุดสำหรับแพทย์เมื่อเจอภัยพิบัติ คือการเปลี่ยน Mindset
ภาวะปกติ (Clinical Medicine): เราทุ่มเททรัพยากรทุกอย่างเพื่อช่วยชีวิตคนไข้ 1 คนให้ดีที่สุด (Do the best for each individual).
ภาวะภัยพิบัติ (Disaster Medicine): เราต้องทำประโยชน์สูงสุด ให้กับคนจำนวนมากที่สุด ด้วยทรัพยากรที่มีจำกัด (Do the greatest good for the greatest number).
นี่คือจุดที่เจ็บปวดและกดดันที่สุด เพราะแพทย์ต้องตัดสินใจ "คัดแยก" (Triage) ว่าใครควรได้รับการรักษาก่อน ใครที่รอได้ และใครที่อาการหนักเกินกว่าที่ทรัพยากรในขณะนั้นจะยื้อไหว
2. บทบาทสำคัญ 3 ระยะ ของแพทย์ในภาวะวิกฤต
การทำงานของแพทย์ในภัยพิบัติไม่ได้เริ่มตอนเกิดเหตุ แต่เริ่มตั้งแต่วันที่ฟ้ายังใส
ระยะที่ 1: การเตรียมความพร้อม (Preparedness)
"Hope for the best, Plan for the worst" คือหัวใจสำคัญ
Planning & Protocol: แพทย์ต้องมีส่วนร่วมในการวางแผนรับมือเหตุฉุกเฉิน (Hospital Emergency Response Plan) รู้ระบบบัญชาการเหตุการณ์ (ICS: Incident Command System) ว่าใครสั่งการ ใครประสานงาน
Training & Drill: การซ้อมแผนอุบัติภัยหมู่ (MCI Drill) เป็นประจำ ไม่ใช่เรื่องเสียเวลา แต่คือการสร้าง Muscle Memory เพื่อให้เมื่อเกิดเหตุจริง ทีมจะไม่ตื่นตระหนก
Resource Management: การประเมินสต็อกยา เลือด และอุปกรณ์ช่วยชีวิต ให้พร้อมรับมือการพุ่งขึ้นของจำนวนคนไข้ (Surge Capacity)
ระยะที่ 2: การตอบโต้เหตุการณ์ (Response)
เมื่อภัยพิบัติเกิดขึ้น แพทย์คือกุญแจสำคัญในการควบคุมสถานการณ์
Triage Officer: แพทย์ด่านหน้าต้องทำการคัดแยกผู้ป่วยตามความเร่งด่วน (แดง-เหลือง-เขียว-ดำ) อย่างรวดเร็วและแม่นยำ เพื่อส่งต่อทรัพยากรไปให้ถูกคน
Medical Command: แพทย์ระดับสั่งการต้องตัดสินใจเรื่องยากลำบาก เช่น การเปิดหอผู้ป่วยฉุกเฉิน การระดมบุคลากร หรือการประสานงานส่งต่อผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลเครือข่าย
Situational Awareness: ต้องประเมินสถานการณ์หน้างานตลอดเวลา รวมถึงความปลอดภัยของทีมแพทย์เอง (Scene Safety) เพราะถ้าหมอเจ็บ ก็จะไม่มีใครช่วยคนไข้
ระยะที่ 3: การฟื้นฟู (Recovery)
งานของแพทย์ไม่ได้จบเมื่อเสียงไซเรนเงียบลง
Physical Recovery: การดูแลผู้ป่วยต่อเนื่อง ทั้งการผ่าตัดเก็บตก หรือการฟื้นฟูสมรรถภาพ
Debriefing (AAR): การถอดบทเรียน (After Action Review) ว่าอะไรทำได้ดี อะไรต้องปรับปรุง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับครั้งต่อไป
3. บาดแผลที่มองไม่เห็น: Mental Health ในทีมแพทย์
ในสมรภูมิภัยพิบัติ แพทย์มักถูกมองว่าเป็นฮีโร่ที่แข็งแกร่ง แต่ความจริงคือพวกเขาแบกรับความเครียดมหาศาล (Psychological Trauma) จากการเห็นความสูญเสียจำนวนมาก และความกดดันจากการตัดสินใจคัดแยกผู้ป่วย
การดูแลจิตใจบุคลากร (Staff Support) จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม แพทย์ต้องรู้ลิมิตของตัวเอง และองค์กรต้องมีระบบประเมินและเยียวยาจิตใจทีมงานหลังจบภารกิจ เพื่อป้องกันภาวะ PTSD และ Burnout
บทสรุป
การแพทย์ฉุกเฉินในภาวะภัยพิบัติ คือบททดสอบสูงสุดของวิชาชีพแพทย์ มันไม่ใช่แค่การใช้ความรู้ทางการแพทย์ (Hard Skill) แต่ต้องใช้ภาวะผู้นำ การสื่อสาร และการตัดสินใจภายใต้ความกดดัน (Soft Skill) อย่างถึงที่สุด
เราไม่อาจห้ามภัยพิบัติไม่ให้เกิดขึ้นได้ แต่การเตรียมพร้อมที่เข้มแข็ง และจิตวิญญาณของความเป็นแพทย์ที่พร้อม "ยืนหยัด" ในยามวิกฤต จะเป็นแสงสว่างที่ช่วยลดความสูญเสีย และพาผู้คนผ่านพ้นคืนวันที่มืดมิดไปได้








ความคิดเห็น