top of page

ผ่าวิกฤตนาทีชีวิต: บทบาทของแพทย์ในการรับมือภัยพิบัติ (Disaster Medicine)



ในสถานการณ์ปกติ ห้องฉุกเฉิน (ER) คือสนามรบที่วุ่นวายอยู่แล้ว แต่เมื่อเกิด "ภัยพิบัติ" (Disaster) หรือ "อุบัติภัยหมู่" (Mass Casualty Incident - MCI) ไม่ว่าจะเป็นโรคระบาด แผ่นดินไหว หรืออุบัติเหตุขนาดใหญ่ สถานการณ์จะเปลี่ยนจาก "วุ่นวาย" เป็น "วิกฤต" ทันที

ในวินาทีที่ทรัพยากรมีจำกัดแต่ผู้บาดเจ็บมีมหาศาล บทบาทของแพทย์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การ "รักษา" แต่คือการ "บริหารจัดการชีวิต" บทความนี้จะพาไปสำรวจบทบาทของแพทย์ในเวชศาสตร์ภัยพิบัติ ที่ต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการดูแลรายบุคคล สู่การดูแลมวลชนเพื่อความอยู่รอด


1. The Paradigm Shift: เปลี่ยนวิธีคิด พลิกวิกฤต


ความท้าทายแรกและยากที่สุดสำหรับแพทย์เมื่อเจอภัยพิบัติ คือการเปลี่ยน Mindset

  • ภาวะปกติ (Clinical Medicine): เราทุ่มเททรัพยากรทุกอย่างเพื่อช่วยชีวิตคนไข้ 1 คนให้ดีที่สุด (Do the best for each individual).

  • ภาวะภัยพิบัติ (Disaster Medicine): เราต้องทำประโยชน์สูงสุด ให้กับคนจำนวนมากที่สุด ด้วยทรัพยากรที่มีจำกัด (Do the greatest good for the greatest number).

นี่คือจุดที่เจ็บปวดและกดดันที่สุด เพราะแพทย์ต้องตัดสินใจ "คัดแยก" (Triage) ว่าใครควรได้รับการรักษาก่อน ใครที่รอได้ และใครที่อาการหนักเกินกว่าที่ทรัพยากรในขณะนั้นจะยื้อไหว



2. บทบาทสำคัญ 3 ระยะ ของแพทย์ในภาวะวิกฤต


การทำงานของแพทย์ในภัยพิบัติไม่ได้เริ่มตอนเกิดเหตุ แต่เริ่มตั้งแต่วันที่ฟ้ายังใส


ระยะที่ 1: การเตรียมความพร้อม (Preparedness)


"Hope for the best, Plan for the worst" คือหัวใจสำคัญ

  • Planning & Protocol: แพทย์ต้องมีส่วนร่วมในการวางแผนรับมือเหตุฉุกเฉิน (Hospital Emergency Response Plan) รู้ระบบบัญชาการเหตุการณ์ (ICS: Incident Command System) ว่าใครสั่งการ ใครประสานงาน

  • Training & Drill: การซ้อมแผนอุบัติภัยหมู่ (MCI Drill) เป็นประจำ ไม่ใช่เรื่องเสียเวลา แต่คือการสร้าง Muscle Memory เพื่อให้เมื่อเกิดเหตุจริง ทีมจะไม่ตื่นตระหนก

  • Resource Management: การประเมินสต็อกยา เลือด และอุปกรณ์ช่วยชีวิต ให้พร้อมรับมือการพุ่งขึ้นของจำนวนคนไข้ (Surge Capacity)


ระยะที่ 2: การตอบโต้เหตุการณ์ (Response)


เมื่อภัยพิบัติเกิดขึ้น แพทย์คือกุญแจสำคัญในการควบคุมสถานการณ์

  • Triage Officer: แพทย์ด่านหน้าต้องทำการคัดแยกผู้ป่วยตามความเร่งด่วน (แดง-เหลือง-เขียว-ดำ) อย่างรวดเร็วและแม่นยำ เพื่อส่งต่อทรัพยากรไปให้ถูกคน

  • Medical Command: แพทย์ระดับสั่งการต้องตัดสินใจเรื่องยากลำบาก เช่น การเปิดหอผู้ป่วยฉุกเฉิน การระดมบุคลากร หรือการประสานงานส่งต่อผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลเครือข่าย

  • Situational Awareness: ต้องประเมินสถานการณ์หน้างานตลอดเวลา รวมถึงความปลอดภัยของทีมแพทย์เอง (Scene Safety) เพราะถ้าหมอเจ็บ ก็จะไม่มีใครช่วยคนไข้


ระยะที่ 3: การฟื้นฟู (Recovery)


งานของแพทย์ไม่ได้จบเมื่อเสียงไซเรนเงียบลง

  • Physical Recovery: การดูแลผู้ป่วยต่อเนื่อง ทั้งการผ่าตัดเก็บตก หรือการฟื้นฟูสมรรถภาพ

  • Debriefing (AAR): การถอดบทเรียน (After Action Review) ว่าอะไรทำได้ดี อะไรต้องปรับปรุง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับครั้งต่อไป


3. บาดแผลที่มองไม่เห็น: Mental Health ในทีมแพทย์


ในสมรภูมิภัยพิบัติ แพทย์มักถูกมองว่าเป็นฮีโร่ที่แข็งแกร่ง แต่ความจริงคือพวกเขาแบกรับความเครียดมหาศาล (Psychological Trauma) จากการเห็นความสูญเสียจำนวนมาก และความกดดันจากการตัดสินใจคัดแยกผู้ป่วย

การดูแลจิตใจบุคลากร (Staff Support) จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม แพทย์ต้องรู้ลิมิตของตัวเอง และองค์กรต้องมีระบบประเมินและเยียวยาจิตใจทีมงานหลังจบภารกิจ เพื่อป้องกันภาวะ PTSD และ Burnout


บทสรุป


การแพทย์ฉุกเฉินในภาวะภัยพิบัติ คือบททดสอบสูงสุดของวิชาชีพแพทย์ มันไม่ใช่แค่การใช้ความรู้ทางการแพทย์ (Hard Skill) แต่ต้องใช้ภาวะผู้นำ การสื่อสาร และการตัดสินใจภายใต้ความกดดัน (Soft Skill) อย่างถึงที่สุด

เราไม่อาจห้ามภัยพิบัติไม่ให้เกิดขึ้นได้ แต่การเตรียมพร้อมที่เข้มแข็ง และจิตวิญญาณของความเป็นแพทย์ที่พร้อม "ยืนหยัด" ในยามวิกฤต จะเป็นแสงสว่างที่ช่วยลดความสูญเสีย และพาผู้คนผ่านพ้นคืนวันที่มืดมิดไปได้

ความคิดเห็น


logo MHG white.png

ติดต่อสอบถาม Tel. 093-424-1559
Facebook : Med hub go
ID line @medhubgo
Email : medhubgo@gmail.com
633/1 ถ.สาธุประดิษฐ์ แขวงบางโพงพาง เขตยานนาวา  กรุงเทพมหานคร 10120

bottom of page