การบริหารความเสี่ยงในสถานพยาบาล สู่ความปลอดภัยที่ยั่งยืน
- Decco develop
- 21 พ.ย. 2568
- ยาว 1 นาที

ในวงการแพทย์ เราคุ้นเคยกับคำกล่าวที่ว่า "To err is human" (ความผิดพลาดเป็นเรื่องของมนุษย์) แต่ในสถานพยาบาล ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจหมายถึงความสูญเสียที่ประเมินค่าไม่ได้ ทั้งต่อชีวิตคนไข้และชื่อเสียงขององค์กร
การบริหารความเสี่ยง (Risk Management - RM) จึงไม่ใช่แค่เรื่องของ "กฎหมาย" หรือ "การฟ้องร้อง" แต่คือหัวใจสำคัญของ "ความปลอดภัยของผู้ป่วย" (Patient Safety) บทความนี้จะพาเจาะลึกกระบวนการสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้โรงพยาบาล เพื่อป้องกันก่อนเกิดเหตุ และรับมืออย่างมืออาชีพเมื่อวิกฤตมาเยือน
1. เปลี่ยนมุมมอง: จาก "ใครทำผิด" เป็น "ระบบตรงไหนบกพร่อง"
ในอดีต เมื่อเกิดความผิดพลาดทางการแพทย์ (Medical Error) เรามักมุ่งเป้าไปที่การหา "คนผิด" (Individual Blame) แต่แนวคิดสมัยใหม่ยึดถือทฤษฎี Swiss Cheese Model ของ James Reason
หลักการ: ความผิดพลาดไม่ได้เกิดจากคนคนเดียว แต่เกิดจาก "รูรั่ว" ในระบบหลายชั้นที่บังเอิญมาตรงกัน (เช่น สั่งยาผิด > เภสัชกรไม่ท้วง > พยาบาลไม่อ่านฉลาก > คนไข้ได้รับยาผิด)
เป้าหมาย RM: คือการสร้างแผ่นชีส (ระบบป้องกัน) ให้หนาขึ้น และลดจำนวนรูรั่วลง เพื่อไม่ให้ความเสี่ยงทะลุไปถึงตัวคนไข้
2. การป้องกันเชิงรุก (Proactive Prevention)
การป้องกันที่ดีที่สุด คือการจัดการความเสี่ยงก่อนที่มันจะเกิดขึ้นจริง
2.1 สร้างวัฒนธรรม "No Blame, Just Culture"
สิ่งที่อันตรายที่สุดคือ "ความผิดพลาดที่ถูกซุกไว้ใต้พรม" เพราะกลัวการถูกลงโทษ ผู้บริหารต้องสร้างบรรยากาศที่บุคลากรกล้าทำ Incident Report (IR) เพื่อนำข้อมูลมาปรับปรุงระบบ ไม่ใช่เพื่อจับผิด
Key Takeaway: ยิ่งมีการรายงานอุบัติการณ์ความเสี่ยง (Near miss) มากเท่าไหร่ ยิ่งแสดงว่าองค์กรนั้นมีความปลอดภัยสูง เพราะเรารู้ทันความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุจริง
2.2 ใช้เครื่องมือช่วยจำและตรวจสอบ (Checklists & Double Check)
อย่าฝากชีวิตคนไข้ไว้กับ "ความจำ" ของแพทย์พยาบาลที่เหนื่อยล้า
ใช้ Surgical Safety Checklist ของ WHO ในห้องผ่าตัด
ใช้ระบบ High-Alert Medication สำหรับยาที่มีความเสี่ยงสูง
ใช้เทคโนโลยี Barcode ระบบระบุตัวตนคนไข้ เพื่อป้องกันการให้ยาผิดคน
3. การจัดการวิกฤต (Crisis Management): เมื่อพายุเข้า
แม้จะป้องกันดีแค่ไหน ความผิดพลาด (Adverse Event) ก็อาจเกิดขึ้นได้ สิ่งสำคัญคือ "การตอบสนอง" (Response)
3.1 การสื่อสารในภาวะวิกฤต (Disclosure)
เมื่อเกิดความเสียหายต่อคนไข้ สิ่งที่โรงพยาบาล "ห้ามทำ" คือการปิดบัง หรือเงียบหาย
ต้องเปิดเผยความจริง (Disclosure of Medical Error): แจ้งให้ผู้ป่วยและญาติทราบอย่างตรงไปตรงมา ด้วยความเห็นอกเห็นใจ (Empathy)
ขอโทษอย่างจริงใจ: การขอโทษไม่ใช่การยอมรับผิดทางกฎหมายเสมอไป แต่คือการแสดงความเสียใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งช่วยลดอารมณ์โกรธและการฟ้องร้องได้มหาศาล
3.2 Root Cause Analysis (RCA) - วิเคราะห์รากเหง้า
อย่าจบแค่การลงโทษเจ้าหน้าที่ แต่ต้องตั้งคณะกรรมการทำ RCA เพื่อหา "สาเหตุที่แท้จริง"
ไม่ใช่: พยาบาล A ลืมล็อคเตียง
แต่เป็น: เตียงรุ่นนี้ตัวล็อคเสียบ่อย + พยาบาล A ควงเวรมา 16 ชั่วโมง (Fatigue) + แสงไฟในห้องสลัว
วิธีแก้: ซ่อมเตียง + จัดตารางเวรใหม่ + เพิ่มไฟ (แก้ที่ระบบ)
3.3 การดูแลจิตใจผู้ปฏิบัติงาน (Second Victim)
อย่าลืมว่า บุคลากรที่ทำผิดพลาด ก็มีความทุกข์ใจ แตกสลาย และรู้สึกผิดไม่ต่างกัน (Second Victim) โรงพยาบาลต้องมีระบบเยียวยาจิตใจพวกเขาด้วย เพื่อไม่ให้สูญเสียบุคลากรคุณภาพไปจากความรู้สึกผิด
4. วงจรการบริหารความเสี่ยง (The RM Cycle)
เพื่อให้การบริหารความเสี่ยงยั่งยืน ต้องทำเป็นวงจรไม่รู้จบ (PDCA):
Identify: ค้นหาความเสี่ยง (จาก IR, การเดินสำรวจ, ข้อร้องเรียน)
Analyze: ประเมินความรุนแรงและโอกาสเกิด (Risk Matrix)
Treat: วางมาตรการจัดการ (ป้องกัน, ถ่ายโอนความเสี่ยง, หรือยอมรับ)
Monitor: ติดตามผลและทบทวนสม่ำเสมอ
บทสรุป: ความปลอดภัยคือ "หน้าที่ของทุกคน"
การบริหารความเสี่ยงในสถานพยาบาล ไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายคุณภาพ (Quality Center) เพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นลมหายใจเข้าออกของทุกคน ตั้งแต่ รปภ. หน้าประตู ไปจนถึงแพทย์ผ่าตัดมือหนึ่ง
เมื่อเรามองเห็นความเสี่ยงและช่วยกันอุดรูรั่ว เราไม่ได้กำลังทำเพื่อ "ปกป้องโรงพยาบาล" แต่เรากำลังทำหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของการเป็นผู้รักษา นั่นคือ "Primum non nocere" (First, do no harm - สิ่งแรกคือต้องไม่ทำอันตรายต่อผู้ป่วย)








ความคิดเห็น